การตลาดออนไลน์ (Online  Marketing)  คือ การทำการตลาดบนสื่อโซเซียลมีเดีย Facebook, Google, Youtube หรือ Instagram เพื่อโปรโมทสินค้าและทำใฟ้สินค้าเป็นที่รู้จักมากขึ้นโดยผ่านการโปรโมทเว็บไซต์หรือโฆษณาขายสินค้าเพื่อเกิดการรับรู้และสร้งแบรนด์ให้เกิดความน่าสนใจ จนนำไปสู่การขายหรือเป็นที่รู้จักมากขึ้นโดยการทำการตลาดออนไลน์สามารถทำได้หลากหลายวิธีด้วยกัน เช่น SEO, Email Marketing, Social Media Marketing เป็นต้น

เชื่อว่าเจ้าของธุรกิจหรือนักการตลาดออนไลน์ที่กำลังศึกษากลยุทธิ์ วิธีการเข้าถึงเครื่องมือต่าง ๆ บนอินเตอร์ ส่วนลึกของเราสามารถทำตลาดออนไลน์ได้ทุกแพลตฟอร์มแต่ก็ไม่กับทุกธุรกิจเสมอไป นอกจากการเรียนรู้และใช้เวลาอยู่กับเครื่องมือเหล่านั้น ทดลองเพื่อหาผลลัพธ์ นำมาเปรียบเทียบและค้นหาวิธีการที่ดีที่สุด บางธุรกิจทดลองไปด้วยการทุ่มเงินจำนวนมหาศาลแต่กลับไม่มีผลตอบรับในทางที่ดี เครื่องมือที่นิยมใช้ ไม่ว่าจะเป็น Facebook Ads ,Google Ads ,SEO หรือ ช่องทางอื่น ๆ เพื่อโปรโมทธุรกิจบนอินเตอร์เน็ต

ช่องทางการทำการตลาดออนไลน์ SEO ,Facebook Ads,Google Ads หรือการทำโฆษณาบนเว็บไซต์ เรานำมาเปรียบเทียบกัน ถึงความคุ้มค่าทั้งงบประมาณ ระยะเวลา และโอกาสด้านการขายที่จะได้กลับมา ของการทำในแต่ละช่องทางนั้น ๆ (ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับธุรกิจนั้นว่ามีสินค้า เป็นบริการรูปแบบใด) บทความนี้เราจึงหยิบมาเล่า การเปรียบเทียบการใช้งาน รวมไปถึงช่องทางในแต่ละแพลตฟอร์มว่ามีความแตกต่างหรือแบบไหนกันที่เหมาะสำหรับธุรกิจคุณที่กำลังทำอยู่

ก่อนอื่นเราย้อนกลับไปดูกันสักนิดว่าแต่ละช่องทางมีจุดประสงค์เพื่ออะไร ที่ผ่านมาเรารู้กันอยู่แล้วว่า เพื่อโปรโมท เพื่อขาย และเพื่อประชาสัมพันธ์ธุรกิจบนอินเตอร์เน็ตให้เกิดการรับรู้จนนำไปสู่การซื้อขาย หรือสร้างสิ่งที่น่าจดจำให้กับผู้บริโภค

หากมองย้อนกลับไปอีกว่าการทำโฆษณา เราสามารถทำโฆษณาเพื่ออะไร เราจะรู้ได้อย่างไรว่าธุรกิจของเราเหมาะสำหรับการทำโฆษณาออนไลน์ในช่องทางใด ก่อนเริ่มทำควรศึกษาอะไรบ้าง 

  1. ศึกษากลุ่มเป้าหมาย เช่น เพศ อายุ การศึกษา ความสนใจ  
  2. แบรนด์หรือผลิตภัณฑ์เป็นที่รู้จักมากน้อยเพียงใด
  3. งบประมาณการทำ
  4. ระยะเวลาที่ต้องการตารางเปรียบเทียบรูปแบบ Digital Marketing

ตารางเปรียบเทียบรูปแบบ  Digital Marketing

ทั้งหมดที่กล่าวมาในเบื้องต้น เป็นการประเมินว่าธุรกิจของคุณเหมาะสำหรับการทำในช่องทางแบบใด เมื่อถามถึงความคุ้มค่า จากข้อมูลในตารางข้างต้น เราจะมองเห็นได้ว่าระยะเวลาการทำและการแสดงผลลัพธ์ด้านการขายเมื่อเกิดการเข้าถึง ทีนี้เรามาดูข้อมูลความต่างของทุกแพลตฟอร์ม

ข้อมูลแสดงความแตกต่างของ SEO,Google Ads, Facebook Ads และ โฆษณาบนเว็บไซต์

ความเหมาะสมกับธุรกิจSEO เหมาะสำหรับธุรกิจ บริการทุกประเภทเนื่องจากเป็นการเข้าถึงโดยค้นหาโดยตรงจากผู้ที่ต้องการซื้อและหาข้อมูล
Google Ads เหมาะกับโฆษณาหรือโปรโมทสินค้า แบรนด์ที่เป็นที่รู้จักอยู่แล้วไม่เหมาะสำหรับสินค้าที่นังไม่เป็นที่รู้จัก
Facebook Ads เหมาะกับการโปรโมทสินค้า บริการ แบรนด์ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นที่รู้จักหรือยังไม่เป้นที่รู้จัก เนื่องด้วยเฟซบุ๊คเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายกว่า โดยไม่ต้องเสิร์ชสินค้าก็สามารถมองเห็นโฆษณาได้
โฆษณาบนเว็บไซต์ เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการโปรโมทบนเว็บไซต์ที่ตรงกับหมวดหมู่ธุรกิจ
การแสดงผลSEO แสดงผลเมื่อคนค้นหาคีย์เวิร์ดเว็บไซต์ปรากฏบนเสิร์ฟแอนจิ้น
Google Ads แสดงผลเมื่อคนค้นหาตามคีย์เวิร์ดที่เรากำหนด
Facebook Ads แสดงบนฟีดของเฟซบุ๊ค ตามกลุ่มที่เรากำหนด
โฆษณาบนเว็บไซต์ แสดงบนเว็บไซต์ที่คุณโปรโมท
งบประมาณSEO ค่าบริการขึ้นอยู่กับบริษัทนั้น
Google Ads คิดเงินเมื่อมีคนคลิก
Facebook Ads คิดเงินเป็นการแสดงผล
โฆษณาบนเว็บไซต์ คิดเงินต่อครั้ง
การเข้าถึงลูกค้าSEO เว็บไซต์ธุรกิจของเราเมื่ออยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม มีโอกาสขายสูง
Google Ads เน้นใช้รูปแบบ SEM/ เน้นสร้างการรับรู้แบรนด์ (Awareness) ในรูปแบบ GDN และ YouTube Ads
Facebook Ads มีแคมเปญให้เราเลือกที่หลากหลาย เช่น การรับรู้แบรนด์ Brand Awareness, การเข้าถึง Traffic ,จำนวนคนมีส่วนร่วม Reach,จำนวนคนเห็นโฆษณา Engagement , จำนวนคนรับชมวีดีโอ Video View, ส่งข้อความ Messages , และ Conversion
โฆษณาบนเว็บไซต์ เพิ่ม Traffic เข้าเว็บไซต์ โปรโมทสินค้าเพื่อสร้างตัวตนให้น่าจดจำ
การเก็บ Leadหากมีเป้าหมายคือการเก็บ Lead (จำนวนคลิกส่งต่อ)
SEO ได้จำนวน Lead มีโอกาสที่จะเข้ามาเป็นลูกค้าได้มากกว่า หากเว็บไซต์มีข้อมูลและช่องทางการติดต่อให้อย่างชัดเจน
Google Ads ได้จำนวน Lead ที่น้อย แต่มีโอกาสในการเป็นลูกค้ามากกว่า (จำเป็นต้องมีเว็บไซต์)
Facebook Ads ได้โอกาสจำนวน Lead มากกว่า เพราะสามารถเข้าถึงคนได้จำนวนมากแต่อัตราการเข้ามาเป็นลูกค้าได้น้อยกว่า ไม่จำเป็นต้องมีเว็บไซต์ก็สามารถเก็บ Lead ได้
โฆษณาบนเว็บไซต์
** การเก็บ Lead ดีอย่างไร ?
หากมองในมุมมองของการตลาดออนไลน์ การเก็บ Lead จะเป็นข้อมูลที่เราใช้ในการสื่อสารกับลูกค้าเพื่อติดต่อกลับ เช่น แบบฟอร์มการติดต่อที่ลูกค้ากรอก, ข้อความ หรือการสมัครสมาชิกภายในเว็บไซต์และอื่น ๆ เป็นต้น

เราควรทำอย่างไร เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี

จริง ๆ เราไม่สามารถบอกได้ 100% ว่าธุรกิจแบบไหน เหมาะสำหรับช่องทางไหนแต่ สิ่งที่เจ้าของธุรกิจพบเจอบ่อย ๆ คือ ปัญหาด้านงบประมาณที่ไม่ได้ตั้งไว้แต่แรกทำให้งบบานปลาย แต่สามารถเลือกทำไปพร้อมกันได้ด้วยงบประมาณครอบคุลม หากเรามีทุนมากพอเพื่อหาผลลัพธ์ที่ดีที่สุดแล้วมุ่งเป้าไปที่วิธีการนั้นเมื่อพบเจอ

  • ควบคุมงบประมาณ
  • หาเลือกช่องทางที่เหมาะสม 
  • ปรับกลยุทธ์ วางแผนระยะสั้น ระยะยาว
  • การแข่งขันในการตลาด

หากเลือกทำช่องทางใดช่องทางหนึ่งขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าและวัตถุประสงค์ในการทำ กำหนดเป้าหมายและงบประมาณให้ครอบคลุม หากเป็นแบรนด์ใหม่ยังไม่เป็นที่นิยมหรือรู้จักเพียงบางกลุ่มก็เลือกทำ Facebook Ads เพื่อให้แบรนด์ได้สร้างการรับรู้และให้เป็นที่รู้จักก่อน หากสินค้าหรือบริการเป็นที่ต้องการหรือแบรนด์เป็นที่รู้จักมากแล้ว และมั่นใจได้ว่าคนเสิร์ชประเภทสินค้าของเราแน่นอน ก็สามารถเลือกทำ Google Ads ได้ หรือ หากงบประมาณพร้อมสำหรับการทำ SEO ช่องทางที่ทำให้ไม่เสียเงินฟรี ๆ พร้อมวัดผลลัพธ์ได้ยาวนานเลือกทำอันดับบนกูเกิ้ลเพราะจะไม่เสียเงินให้กับโฆษณาบ่อย ๆ  สุดท้าย หากเรามีงบประมาณมากพอก็สามารถทำทุกช่องทางไปพร้อม ๆ กันได้ แล้วนำแต่ละแพลตฟอร์มที่ได้เป้าหมายที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณมากที่สุด

ช่องทางการติดต่อ